วิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาอาหารพื้นบ้าน

ฮีตสิบสอง: วิถีชีวิตและความเชื่อในรอบปีของชาวอีสาน

          ฮีตสิบสองแสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างพุทธศาสนา วิถีชีวิตเกษตรกรรม และความเชื่อดั้งเดิมของชาวอีสาน ซึ่งมีการผสมผสานกันอย่างกลมกลืน และยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่ละประเพณีล้วนมีความหมายและความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของชาวอีสาน ทั้งในด้านการทำมาหากิน การอยู่ร่วมกันในสังคม และการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา คําว่า “ฮีตสิบสอง”มาจากคําว่า “ฮีต” อันหมายถึงจารีต การปฏิบัติที่สืบต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณี “สิบสอง” คือประเพณีที่ปฏิบัติตามเดือนทางจันทรคติทั้งสิบสองเดือน (ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น, [ม.ป.ป.])

          เดือนอ้าย บุญเข้ากรรม

          งานบุญเดือนอ้ายหรือเดือนเจียง พระสงฆ์จะทําพิธีเข้ากรรมหรือที่เรียกว่า “เข้าปริวาสกรรม” เพื่อทําการชําระมลทินที่ได้ล่วงละเมิด พระวินัยคือ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส การอยู่กรรมนั้นจะใช้เวลา 6-9 วัน ในระหว่างนี้เองชาวบ้านจะเตรียมอาหาร หวานคาวนํา ไปถวายพระภิกษุทั้งเช้าและเพล เพราะการอยู่กรรมจะต้องอยู่ในบริเวณสงบ เช่น ชายป่าหรือที่ห่างไกลชุมชน (หรืออาจเป็นที่สงบ ในบริเวณวัดก็ได้) ชาวบ้านที่นําอาหารไปถวาย พระภิกษุในระหว่างอยู่กรรมนี้เชื่อว่าจะทําให้ได้บุญกุศลมาก

          เดือนยี่ บุญคูณลาน

          บุญคูนลานหรือบุญคูนข้าวเป็นพิธีกรรมฉลองภายหลังจากเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยว ชาวบ้านรู้สึกยินดีที่ได้ผลผลิตมาก  จึงต้องการทําบุญ โดยนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ในลานข้าวและในบางแห่งจะมีการสู่ขวัญข้าวเพื่อฉลองความอุดมสมบูรณ์ กล่าวขอบคุณแม่โพสพและ ขอโทษที่ได้ เหยียบย่ำ พื้นแผ่นดินในระหว่างการทํานา เพื่อความเป็นสิริมงคลและให้ผลผลิตเป็นทวีคูณในปีต่อไป

          เดือนสาม บุญข้าวจี่

          บุญข้าวจี่เป็นประเพณีที่เกิดจากความสมัครสมานของชุมชนชาวบ้านจะนัดหมายกันมาทําบุญร่วมกันโดยช่วยกันปลูกผามหรือปะรํา เตรียมไว้ใน ตอนบ่าย ครั้นเมื่อถึงรุ่งเช้าในวันต่อมาชาวบ้านจะช่วยกันจี่ข้าว หรือปิ้งข้าวและตักบาตรข้าวจี่ร่วมกัน

          เดือนสี่ บุญผะเหวด (บุญมหาชาติ)

          “บุญผะเหวด” เป็นสําเนียงชาวอีสานที่มาจากคําว่า “บุญพระเวส”หรือพระเวสสันดร เป็นประเพณีตามคติความเชื่อของชาวอีสานที่ว่า หากผู้ใดได้ฟัง เทศน์เรื่องพระเวสสันดรทั้ง 13 กัณฑ์จบภายในวันเดียว จะได้เกิดร่วมชาติภพกับพระศรีอริยเมตไตย บุญผะเหวดนี้จะทําติดต่อกันสามวัน วันแรกจัดเตรียมสถานที่ตกแต่ง ศาลาการเปรียญวันที่สองเป็นวันเฉลิมฉลองพระเวสสันดร ชาวบ้านร่วมทั้งพระภิกษุสงฆ์จากหมู่บ้านใกล้เคียงจะมา ร่วมพิธีมีทั้งการจัดขบวนแห่เครื่องไทยทานฟังเทศน์และแห่พระเวส โดยการแห่ผ้าผะเหวด (ผ้าผืนยาวเขียนภาพเล่าเรื่องพระเวสสันดร) ซึ่งสมมติเป็น การแห่พระเวสสันดรเข้าสู่เมือง เมื่อถึงเวลาค่ำจะมีเทศน์เรื่องพระมาลัย ส่วนวันที่สามเป็นงานบุญพิธี ชาวบ้านจะร่วมกันตักบาตรข้าวพันก้อน พิธีจะมี ไปจนค่ำ ชาวบ้านจะแห่แหน ฟ้อนรําตั้งขบวนเรียงรายตั้งกัณฑ์มาถวายอานิสงฆ์อีกกัณฑ์หนึ่ง จึงเสร็จพิธมูลเหตุของพิธีกรรมพระสงฆ์จะเทศน์เรื่อง เวสสันดรชาดกจนจบและเทศน์ จากเรื่องในหนังสือมาไลยหมื่นมาไลยแสนกล่าวว่า ครั้งหนึ่งพระมาลัยเถระได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุเกษแก้วจุฬามณี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และได้พบปะสนทนากับพระศรีอริยเมนไตย ผู้ที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตและพระศรีอริยเมตไตยได้สั่งความมากับ พระมาลัยว่า “ถ้ามนุษย์อยากจะพบและร่วมเกิดในศาสนาของพระองค์แล้วจะต้องปฏิบัติตนดังต่อไปนี้คือ”

1. จงอย่าฆ่าพ่อตีแม่ สมณพราหมณ์

2. จงอย่าทําร้ายพระพุทธเจ้า และยุยงให้สงฆ์แตกแยกกัน

3. ให้ตั้งใจฟังเทศน์เรื่อง พระเวสสันดรให้จบในวันเดียวด้วยเหตุ ที่ชาวอีสานต้องการจะได้พบพระศรีอริยเมตไตยและเกิดร่วมศาสนาของพระองค์จึง มีการทําบุญผะเหวด ซึ่งเป็นประจําทุกปี

          เดือนห้า บุญสงกรานต์

          บุญฮดสรง หรือ บุญสงกรานต์ จัดให้มีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนห้า ซึ่งถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยมาตั้งแต่โบราณ ในวันขึ้นปีใหม่ของไทยมาแต่โบราณ ในวันนี้พระสงฆ์ นําพระพุทธรูปออกจากโบสถืมาไว้ที่หอสรง ตอนบ่าย ชาวบ้านจะนําน้ำอบ น้ำหอม มาร่วมกันสรงน้ำพระพุทธรูปที่หอสรงนี้ จากนั้น ก็ออกไปเก็บดอกไม้มาจัดประกวดประชันในการบูชาพระ ระหว่างนี้ชาวบ้านจะพากันเล่นแคน ฉิ่งฉาบ เพื่อความสนุกสนานรดน้ำดําหัวญาติผู้ใหญ่ และเล่นสาดน้ำกัน โดยชาวบ้านอาจเล่นสนุกสนานถึง 15 วัน

          เดือนหก บุญบั้งไฟ

          บุญบั้งไฟ เป็นประเพณีที่เกิดจากความเชื่อเกี่ยวกับแถน เมื่อถึงเดือนหกเริ่มต้นการทํานาชาวบ้านจะจุดบั้งไฟเป็นการบูชาขอให้พญาแถนบันดาล ฝนให้ตกลงมา ประเพณีบุญบั้งไฟเป็นกิจกรรมร่วมกันของชุมชนอีสานหลาย ๆ หมู่บ้าน หมู่บ้านเจ้าภาพจะปลูกโรงเรือน เรียกว่า ผามบุญ ไว้ต้อนรับ ชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่น และดูแลจัดหาอาหารสําหรับทุกๆ คน เช้าของวันงานชาวบ้านจะร่วมกันทําบุญ ประกวดประชัน แห่และจุดบั้งไฟที่ตกแต่ง อย่างงดงาม บั้งไฟของหมู่บ้านใดจุด ไม่ขึ้นชาวบ้านหมู่บ้านนั้นจะถูกโยนลงโคลนเป็นการทําโทษ และจะมีการเซิ้งฟ้อนกันอย่างสนุกสนาน และจะมี การเซิ้งปลัดขิกร่วมอยู่ในขบวนด้วยเสมอ โดยมีความเชื่อว่าเป็นการไล่ผีให้พ้นออก ไปจากหมู่บ้านและเร่งให้แถนส่งฝนลงมาเร็วๆ

          เดือนเจ็ด บุญซำฮะ

          บุญซําฮะหรือชําระ เกิดตามความเชื่อที่ว่าเมื่อถึงเดือนเจ็ดต้องทําบุญชําระจิตใจให้สะอาดและเพื่อ ปัดเป่ารังควาญสิ่งไม่เป็นมงคลออกจากหมู่บ้านบาง ท้องถิ่นเรียกประเพณีนี้ว่าบุญเบิกบ้านซึ่งมีพิธีกรรมทั้งทางศาสนาพุทธและไสยศาสตร์ ในวันงานชาวบ้านจะพากันนําภัตตาหารมาถวายแด่พระภิกษุ สงฆ์และร่วมกัน ฟังเทศน์ฟังธรรม รวมทั้งมีการเซ่นไหว้ศาลหลักบ้าน เพื่อขอความคุ้มครองให้พ้นจากภัยพิบัติและช่วยขับไล่สิ่งไม่ดีไม่งามออกไปจาก หมู่บ้าน ให้บ้านเกิดความเป็นสิริมงคล

          เดือนแปด บุญเข้าพรรษา

          บุญเข้าพรรษาของภาคอีสานเป็นประเพณีทางพุทธศาสนาคล้ายคลึงกับทางภาคกลางคือจะมีการทําบุญตักบาตร ถวายผ้าอาบน้ำฝน สงบ จีวรและ เทียนพรรษา หากแต่ในภาคอีสานจะจัดขบวนแห่เทียน อย่างยิ่งใหญ่ และมักมีการประกวดความสวยงามของเทียนจากแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งตกแต่ง สลักเสลาเทียนเป็นลวดลาย เรื่องราวทางพุทธศาสนาอย่างสวยงาม เมื่อแห่เทียนมาถึงวัดชาวบ้านจะรับศีล รับพรฟังธรรม ตอนค่ำจะเวียนเทียน รอบพระอุโบสถ

          เดือนเก้า บุญข้าวประดับดิน

          บุญข้าวประดับดิน จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนเก้าเป็นการทําบุญให้ญาติผู้ล่วงลับ โดยการนําข้าวปลาอาหารคาวหวาน หมากพลู บุหรี่อย่างละเล็กละน้อย ห่อด้วยใบตองเป็นสองห่อกลัดติดกันเตรียมไว้ตั้งแต่หัวค่ำ ครั้นถึงเวลาตีสาม ตีสี่ของวันรุ่งขึ้นจะนําห่ออาหารและหมากพลูไปวางไว้ตามโคนต้นไม้รอบๆ วัด เพื่อให้ญาติพี่น้องผู้ล่วงลับ รวมทั้งผีไร้ญาติอื่นๆ ซึ่งเชื่อว่าจะมาเยี่ยมญาติพี่น้องในเวลานี้มารับไปเพื่อจะได้ไม่อดอยากหิวโหย นอกจากจะเป็น การทําบุญและทําทานแล้วยังแสดงถึงความกตัญญูอีกส่วนด้วย

          เดือนสิบ บุญข้าวสาก

          บุญข้าวสากเป็นประเพณีในวันขึ้น 15 ค่ำ ซึ่งชาวบ้านจะจัดเตรียมสํารับอาหาร ซึ่งบรรจุข้าวเหนียว อาหารแห้ง เช่น ปลาย่าง เนื้อย่าง แจ่วบองหรือ น้ำพริกปลาร้า และห่อข้าวเล็กๆ อีกห่อหนึ่งสําหรับอุทิศให้ญาติผู้ล่วงลับและนําไปทําบุญที่วัด โดยจะเขียนชื่อเจ้าของ สํารับอาหารและเครื่องไทยทาน ใส่ไว้ในบาตร เพื่อให้พระในวัดจับสลาก หากภิกษุรูปใดจับสลากได้ชื่อผู้ใด ก็จะได้สํารับอาหารพร้อมเครื่องไทยทานของเจ้าภาพนั้นๆ

          เดือนสิบเอ็ด บุญออกพรรษา

          บุญออกพรรษาในเดือนสิบเอ็ดนอกจากจะเป็นโอกาสที่พระภิกษุสงฆ์จะแสดงอาบัติและว่ากล่าวตักเตือนกันแล้ว ชาวบ้านในภาคอีสานยังมีกิจกรรม กันอีกหลายอย่าง ทั้งประเพณีตักบาตรเทโว การจุดประทีปโคมไฟประดับประดาตามต้นไม้ บางแห่งนําต้นอ้อย หรือไม้ไผ่มามัดเป็นเรือจุดโคมแล้ว นําไปลอยในแม่น้ำที่เรียกว่า การไหลเรือไฟ เพื่อเป็นพุทธบูชาสําหรับหมู่บ้านที่อยู่ไกล แหล่งน้ำจะนิยมทําปราสาทผึ้งหรือผาสาดผึ้งทําจากกาบกล้วย ประดับประดาด้วยขี้ผึ้ง ซึ่งทําเป็นดอกไม้ แต่ปัจจุบันมักใช้ขี้ผึ้งมาตกแต่งปราสารททั้งหลัง แล้วจัดขบวนแห่มาถวายที่วัดอย่างสนุกสนาน

          เดือนสิบสอง บุญกฐิน

          11 ถึง 15 ค่ำ เดือน 12 ของทุก ปี จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “บุญ เดือน 12” ชาวอีสานเชื่อว่าผู้ใดได้ ทําบุญกฐินจะไม่ตกนรกและจะได้รับผลบุญที่ทําในชาตินี้ไว้เก็บกินในชาติหน้า งานบุญกฐินจึงจัดเป็นงานสําคัญ ในส่วน พิธีกรรมนั้นคล้ายคลึงกับภาคกลางแต่ที่ชาวอีสานและเครื่องบริวารกฐิน ซึ่งส่วนมากจะเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนมาตั้งวางไว้ในที่เปิดเผยเพื่อให้ญาติพี่น้อง หรือชาวบ้าน ใกล้เคียงนําสิ่งของ เช่น เสื่อ หมอน อาสนสงฆ์ ฯลฯ มาร่วมสบทบ ตอนเย็นของวันรวมก็จะนิมนต์ พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ตอนกลางคืน อาจจัดให้มีมหรสพต่างๆ และที่ขาดไม่ได้ในงานบุญ กฐินก็คือ ต้องจุด “บั้งไฟพลุ” อย่างน้อยจํานวน 4 บั้ง เอาไว้จุดเมื่อตอนหัวค่ำหนึ่งลูก ตอนดึกหนึ่งลูก ตอนใกล้สว่างหนึ่งลูก และตอนถวายกฐินอีกหนึ่งลูก นอกจากจุดบั้งไฟพลุแล้วก็จะจุดบั้งไฟตะไลเป็นระยะ ๆ ในขณะที่แห่กฐินรุ่งเช้าเป็นขบวนแห่กฐินจาก บ้านไปถวายพระสงฆ์ที่วัด เมื่อถึงวัดต้องแห่เครื่องกฐินเวียนขวาสามรอบ รอบศาลาโรงธรรม จากนั้นจึงนําเครื่องกฐินขึ้นตั้งบนศาลาโรงแรม นําข้าวปลา อาหารถวายพระ ถ้าถวายตอนเช้าก็เลี้ยงพระตอนฉันจังหัน แต่ถ้าถวายตอนบ่ายก็จะเลี้ยงพระตอนเพล เมื่อพระสงฆ์สามเณรฉันเสร็จแล้วผู้เป็นเจ้าภาพ องค์กฐินจะจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย นํารับศีลแล้วกล่าวคําถวายกฐินเป็นเสร็จพิธี ส่วนพระสงฆ์เมื่อมีกฐินมาทอดที่วัดก็จะประชุมสงฆ์แล้วให้ภิกษุรูป หนึ่งเสนอต่อที่ประชุมสงฆ์ว่าควรให้แก่ภิกษุ (เอ่ยนามภิกษุ) ที่สมควรจะได้รับกฐิน ส่วนมากก็เป็นเจ้าอาวาสวัดนั้นๆ เมื่อที่ประชุมสงฆ์เห็นชอบตามที่มีผู้เสนอ ก็จะเปล่งคําว่า “สาธุ” พร้อมกันจากนั้นญาติโยมก็จะพากันถวายเครื่องปัจจัยไทยทานแด่ภิกษุสามเณรอื่น ๆ ทั้งวัด พระสงฆ์รับแล้วจะอนุโมทนาและให้พรเป็น เสร็จพิธีจะขาดไม่ได้ คือ การเฉลิมฉลองโดยการจุดพลุบั้งไฟอย่างเอิกเกริกในขณะที่แห่ขบวนกฐินมาที่วัด

          นอกจากนี้ยังมีบุญประเพณีตามท้องถิ่นที่ชาวบ้านตำบลหนองพันทายึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

          บุญเบิกบ้าน (ไหว้ศาลปู่ตาหรือศาลหลักบ้าน)

          บุญเบิกบ้าน และเลี้ยงผีปู่ตาเป็นประเพณีที่ชาวบ้านในท้องถิ่นภาคอีสานเชื่อกันว่า “ผีปู่ตา” เป็นผีของบรรพชนหรือวิญญาณของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ยังมีความรักความผูกพันเป็นห่วงบุตรหลานอยู่จึงยังอยู่คอยเฝ้าดูแลรักษาคุ้มครอง ป้องกันภัยร้ายทั้งปวงที่จะเกิดขึ้นแก่บุตรหลานในชุมชนของตนเองหมู่บ้านแต่ละแห่งจึงสร้างศาลเจ้าหรือศาลปู่ตาไว้ที่ป่าหัวบ้าน หรือท้ายบ้านไว้สำหรับให้ผีปู่ตาอาศัย โดยเมื่อครบกำหนด 1 ปี ชาวบ้านหรือชุมชนจะจัดพิธีกรรมเลี้ยงผีปู่ตา 1-2 ครั้ง เป็นการตอบแทนผีปู่ตาที่คอยปกป้องคุ้มครองตลอดมา ซึ่งในแต่ละชุมชนในตำบลหนองพันทาจะทำบุญไหว้ศาลปู่ตาหรือศาลหลักบ้านไม่ตรงกันขึ้นอยู่กับมติของชาวบ้านแต่ส่วนใหญ่จะนิยมทำกันในช่วงบุญปีใหม่ ถือเป็นการต้อนรับปีใหม่ทำบุญตักบาตรและขอพรในช่วงปีใหม่

          บุญสู่ขวัญข้าว (ภูไทบ้านโพนทอง)

          ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ภูไทมีบุญประเพณีที่ถือปฏิบัติในบุญเดือนสามไขประตูเล้า หรือ บุญสู่ขวัญข้าว คือ เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จเรียบร้อย จะนำข้าวส่วนหนึ่งตามศรัทธาไปรวมกันที่วัดแล้วนิมนต์พระมาสวดทำพิธีเพื่ออัญเชิญคุณข้าว เป็นการเปิดประตูยุ้งข้าวตั้งแต่เช้าเพื่อรับสิ่งที่ดี จากนั้นจะนำดอกไม้สีสันสดใสมาประดับบ้านให้แม่โพสพ

          บุญทอดเทียน

          บุญทอดเทียนเป็นประเพณี/พิธีกรรมพระพุทธศาสนาที่ชาวอีสานได้ยึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่โบราณกาล และได้สืบทอดจากรุ่นมาสู่รุ่น ประเพณีบุญทอดเทียน เป็นประเพณีหนึ่งทางพระพุทธศาสนาที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่สืบทอดมานานหลายชั่วคน โดยในประเพณีบุญทอดเทียน หมู่บ้านหนึ่งจะต้องนำต้นเทียนไปบูชาอักวัดหนึ่ง ซึ่งอาจอยู่คนละหมู่บ้านแล้วทำพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ประเพณีบุญทอดเทียนเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สร้างความรักความสามัคคีของคนในท้องถิ่นและสร้างสัมพันธ์ของแต่ละหมู่บ้านเป็นอย่างดี นิยมทำในช่วงเข้าพรรษาตลอดพรรษา

          ประเพณีการแต่งงานชาวภูไท

พ่อล่าม แม่ล่าม

เมื่อหนุ่มสาวรักใคร่ชอบพอกันและตัดสินใจที่จะแต่งงานกัน ฝ่ายชายจะบอกผู้ใหญ่ฝ่ายชายไปถามฝ่ายหญิงซึ่งผู้ไทเรียกว่า “การโอม” อีก 3 วันต่อมา ถ้าฝ่ายหญิงตกลงก็จะให้คำตอบซึ่งผู้ไทเรียกว่า “การไขว้” ต่อมาญาติผู้ใหญ่ก็จะหาวันดีไปตกลงกันเรียกว่า “พิธีหมายสาว” สิ่งที่ฝ่ายชายจะต้องเตรียมไปหมายสาวคือ กระหยัง ในกระหยังจะมีสิ่งของดังนี้

1. ผ้าขาว

2. ข้าวสาร

3. ไข่ดิบ

4. หมาก พลู บุหรี่ สีเสียด

อีก 3 วันต่อมา ฝ่ายหญิงจะนำกระหยังกลับคืนมาให้ฝ่ายชาย ว่าตกลงหรือไม่เรียกว่า “การคอบ” ถ้าตกลงก็ให้ฝ่ายชายไปต่อคาดอง (ค่าสินสอด) ที่บ้านฝ่ายหญิง ประเพณีผู้ไทหลังการแต่งงานแล้ว ฝ่ายหญิงต้องไปอยู่ที่บ้านฝ่ายชาย แต่ถ้าฝ่ายชายจะอยู่บ้านฝ่ายหญิงก็ได้เรียกว่า “เขยสู่”

หลังจากตกลงกันแล้วฝ่ายชายต้องหาพ่อล่าม แม่ล่ามที่จะมาเป็นผู้ดูแลคู่แต่งงาน ซึ่งคุณสมบัติผู้จะมาเป็นล่ามต้องเป็นคนที่ไม่เคยอย่าร้างมาก่อน เป็นคนที่มีความประพฤติดีสมควรที่จะเป็นแบบอย่างแก่คู่แต่งงานได้ ซึ่งจะมีหน้าที่ในการสั่งสอนคู่แต่งงานใหม่ ถ้าคู่แต่งงานทำการใดที่ผิดประเพณีผู้เป็นล่ามจะเป็นผู้บอกกล่าวสั่งสอนก่อนถ้ายังไม่เชื่อฟังจึงจะไปถึงผู้เป็นพ่อ-แม่

วันแต่งงาน ฝ่ายเจ้าคึด (โคตรฝ่ายชาย) จะฆ่าวัวแล้วหามวัวทั้งตัวที่ฆ่าแล้วเรียกว่า “หามกะต่าซิ้นทั้งตัว” ไปที่บ้านฝ่ายหญิงเพื่อให้โคตรฝ่ายหญิงตรวจดูว่าครบหรือไม่ ล่ามจะไปพร้อมกับเจ้าคึด พร้อมกับฮีตครองไปมอบให้เจ้าโคตรฝ่ายหญิง

          หลังจากเสร็จพิธี จะแบ่งเนื้อดังนี้

1. ซิ้นหมู่ (เนื้อขาวัว) จะให้กลุ่มที่เป็นเพื่อนกับตระกูลเจ้าสาว

2. ซิ้นเขย (เนื้อกะโพ๊ะหรือเนื้อสะโพก) จะให้พี่เขย น้องเขย ของพ่อเจ้าสาว

-พี่เขย น้องเขย ของพ่อเจ้าบ่าวเรียกว่า เขยไฟ

-พี่เขย น้องเขยพ่อเจ้าสาวเรียกว่า เขยนม

3. เนาะเฟ้งเต้อ (เนื้อหน้าอก) ผู้ที่ได้คือพี่น้องของแม่เจ้าสาวที่เป็นผู้ชาย

4. เนื้อล่าม (สันวัวนอก) ให้กับผู้เป็นล่าม (กระทรวงวัฒนธรรม และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ, 2554: [ออนไลน์]

 

การแสดงพื้นบ้านอีสาน: มรดกภูมิปัญญาสู่ความสนุกสนาน

          ฟ้อนกะโด้

          ฟ้อนกระโด้เป็นศิลปะการแสดงที่สะท้อนวิถีชีวิตการทำมาหากินของชาวเผ่าภูไท โดยเฉพาะการหาปลาด้วยอุปกรณ์พื้นบ้าน กระโด้และขมองเป็นเครื่องมือสำคัญในการจับปลา โดยชาวภูไทจะซ่อนกระโด้ไว้ในน้ำและใช้ขมองที่ผูกติดไว้ที่เอวเป็นที่เก็บปลา การออกหาปลาตามลำห้วยของชาวภูไทนั้น มักจะใช้กระโด้เป็นอุปกรณ์หลักในการดักจับสัตว์น้ำ ทั้งปลาและลูกอ๊อด ด้วยความผูกพันระหว่างวิถีชีวิตกับกระโด้ ชาวภูไทจึงได้นำท่วงท่าการใช้กระโด้มาดัดแปลงเป็นท่าฟ้อนรำ การฟ้อนกระโด้จึงกลายเป็นการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวภูไท สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาในการดำรงชีวิตของบรรพบุรุษ

 

          การฟ้อนกระโด้ของหมู่บ้านได้เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2557 โดยจะแสดงในงานประเพณีสำคัญเพียงสองงาน คือ บุญเดือนสามและบุญบั้งไฟ ในขณะที่การฟ้อนภูไทเมืองวังนั้น จะมีการแสดงในทุกงานเทศกาลของหมู่บ้าน แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของแต่ละท้องถิ่น แม้ปัจจุบันยังคงมีการสืบสานการฟ้อนกระโด้อยู่ แต่จำนวนผู้แสดงได้ลดน้อยลงเหลือเพียง 10 คน เนื่องจากการแยกย้ายถิ่นฐานของสมาชิกส่งผลให้การสืบทอดศิลปะการฟ้อนกระโด้เป็นไปอย่างจำกัด (สัมมา เชื้อสาวะถี, สัมภาษณ์)

หมอลำกลอน

          หมอลำกลอน เป็นศิลปะการแสดงที่เก่าแก่อันหนึ่งของอีสานลักษณะเป็นการลำ ที่มีหมอลำชายหญิงสองคนลำสลับกันมีเครื่องดนตรีประกอบเพียงชนิดเดียว คือแคน การลำมีทั้งลำเรื่องนิทานโบราณคดีอีสาน เรียกว่า ลำเรื่องต่อกลอนลำทวย (ทายโจทย์) ปัญหา ซึ่งผู้ลำจะต้องมีปฏิภาณไหวพริบที่ดีสามารถตอบโต้ ยกเหตุผลมาหักล้างฝ่ายตรงข้ามได้ ต่อมามีการเพิ่มผู้ลำขึ้นอีกหนึ่งคนอาจเป็นชายหรือหญิงก็ได้ การลำจะเปลี่ยนเป็นเรื่อง ชิง รักหักสวาท ยาดชู้ยาดผัว เรียกว่า ลำชิงชู้ปัจจุบันกลอนนั้นหาดูได้ยากเพราะขาดความนิยมลงไปมากแต่ว่าปัจจุบัน ได้วิวัฒนการมาเป็นหมอลำซิ่งเพื่อความอยู่รอดและผลก็คือได้รับความนิยมในปัจจุบัน (หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม, [ออนไลน์]) ในชุมชนบ้านโนนโพธิ์ศรี หมู่ที่ 10 ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ ยังคงมีการสืบสานศิลปะการแสดงพื้นบ้านหมอลำกลอน เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนที่ดีงาม ได้แก่ นายสุวนันท์ ฝ่ายสงค์ โดยมีนายสุพัฒน์ ฝ่ายสงค์ ผู้ทำหน้าที่เป็นหมอแคน

 

ผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมในตำบลหนองพันทา

          พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต

          พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จังหวัดบึงกาฬ ศูนย์สร้างแรงบันดาลใจ จาก Local สู่เลอค่า เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเอกชนได้รับ 2 รางวัลออสการ์อาหารโลก จากเวที Gourmand Awards ปารีส ฝรั่งเศส ในประเภทสาขาสถาบันเพื่อสาธารณะ และประเภทสาขาอาหารท้องถิ่น โดยนำเรือนอีสานมาปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ โดดเด่นด้วยไลฟ์สไตล์การออกแบบแนวแมกกาซีนตกแต่งบ้าน เพราะเจ้าของบ้าน สุทธิพงษ์ สุริยะ (ขาบ) ฟู้ดสไตลิสต์ได้นำเรื่องรสนิยมมาขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดชุมชนต้นแบบแนวทางยั่งยืน SDGs รวมทั้งยังมีจุดจำหน่ายของฝากของที่ระลึกจากชุมชน ซึ่งที่นี่จะมีชื่อเสียงเรื่องปลูกต้นคล้า ที่นำมาจักสานทำกระเป๋าและผลิตภัณฑ์มากมาย รวมทั้งงานหัตถกรรมผ้าที่ตัดเย็บเป็นของที่ระลึก เช่น ปลามงคลแม่น้ำโขง และกระเป๋าสีสันสวยงามมากมาย ให้บริการชุดแต่งกายในแบบวิถีชุมชน ชายนุ่งโสร่ง หญิงนุ่งผ้าซิ่น ถ่ายภาพตามใจชอบเพื่อเป็นที่ระลึกในพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จังหวัดบึงกาฬ และรับจัดงานที่ด้านการออกแบบแนวคิดและสไตล์ อาทิ งานประชุม สัมมนา อบรมและการถอดบทเรียนแนวทางการพัฒนาชุมชนในมิติศิลปะร่วมสมัยแบบ Local สู่เลอค่า (พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จังหวัดบึงกาฬ, [ออนไลน์])

          สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่

สุทธิพงษ์ สุริยะ (ขาบ) / นักปั้นแบรนด์ชุมชน

โทร 081 612 8853

FB: พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จังหวัดบึงกาฬ

 

https://goo.gl/maps/jmU34Pp1ormGez1B8

พิพิธภัณฑ์ชุมชนต้นคล้า

          ชาวบ้านในชุมชนส่วนใหญ่มีความชำนาญในการจักสานกระติบข้าวจากคล้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในปี 2562 คุณจินตนา วัฒนภูมิ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าแม่กระแต ได้มองเห็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าให้กับงานจักสานคล้า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย เธอจึงได้ชักชวนเพื่อนบ้านมารวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มอาชีพขึ้น กลุ่มได้เริ่มต้นจากการทำกระติบข้าว ก่อนจะขยายไปสู่การผลิตกระเป๋าและโคมไฟจากคล้า ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งกระติบข้าว กระเป๋าถือ ที่ใส่แก้วน้ำ และโคมไฟที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งที่พิพิธภัณฑ์ชุมชนต้นคล้ามีกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับการจักสานคล้าให้บริการสำหรับผู้ที่สนใจและนักท่องเที่ยว (จินตนา วัฒนภูมิ, สัมภาษณ์)

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่

คุณจินตนา วัฒนภูมิ หรือแม่กระแต

โทร  098 613 4641

 

บ้านเลขที่ 106 หมู่ที่ 11 บ้านพัฒนาพร ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ 38170

พิพิธภัณฑ์ชุมชนคล้าร่วมสมัย

          ทักษะการจักสานคล้าเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อแม่ จนเกิดความเชี่ยวชาญในการสานกระติบข้าวตั้งแต่วัยเยาว์ การเดินทางไปเรียนรู้เพิ่มเติมกับพี่สาวที่กรุงเทพฯ ได้จุดประกายความคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสานเพื่อสร้างรายได้ ด้วยแรงบันดาลใจนี้ จึงได้ก่อตั้งกลุ่มจักสานขึ้นในปี 2565 พร้อมชักชวนชาวบ้านที่สนใจเข้าร่วม โดยเริ่มจากการรับจักสานกระติบข้าวส่งให้พ่อค้าคนกลางจากจังหวัดนครพนม กลุ่มได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งกระเป๋า ตะกร้า และที่ใส่แก้วน้ำ ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์จักสานของกลุ่มได้ขยายช่องทางการจำหน่ายไปยังร้านเรือนฉัน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่

คุณสุภาวดี แสงจำปี หรือแม่กระรอก

โทร  098 194 5581

 

บ้านเลขที่ 116 หมู่ที่ 11 บ้านพัฒนาพร ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ 38170

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงวัฒนธรรม และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ. (2554). พาสู่. สืบค้นเมื่อ 13

สิงหาคม 2567, จาก http://www.m-culture.in.th/album/108478/%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88

จินตนา วัฒนภูมิ. สัมภาษณ์. วันที่ 20 กันยายน 2567.

พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จังหวัดบึงกาฬ. (2565). สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2567, จาก

https://www.facebook.com/LifeCommunityMuseumBuengkan

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น. (ม.ป.ป.). ฮีต 12 คอง 14. สืบค้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2567, จาก

https://cac.kku.ac.th/cac2021/%E0%B8%AE%E0%B8%B5%E0%B8%95-12-

%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%87-14/

สัมมา เชื้อสาวะถี. สัมภาษณ์. วันที่ 10 กันยายน 2567.

สุภาวดี แสงจำปี. สัมภาษณ์. วันที่ 20 กันยายน 2567.

Scroll to Top