บทบาทในประเพณีและพิธีกรรมของธุงอีสาน
จารีตประเพณีที่ชาวอีสานได้ถือปฏิบัติและสืบทอดต่อกันมานั้น นับว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า เรียกว่า “ฮีตสิบสองคองสิบสี่” ซึ่งประกอบด้วยจารีตประเพณี 12 อย่างใน 12 เดือน เรียกว่า “ฮีตสิบสอง” อันเป็นแนวปฏิบัติที่สืบต่อกันมาจนเป็นแบบแผนและขนบธรรมเนียม ส่วนแนวทางที่ใช้ปฏิบัติ ในการดำเนินชีวิตภายใต้การอยู่ร่วมกันในสังคม เรียกว่า “คองสิบสี่” โดยแบ่งเป็นคองสำหรับผู้ปกครอง และคองสำหรับประชาชนทั่วไป (ธวัช ปุณโณทก, 2531) ในบริบทสังคมวัฒนธรรมอีสานนอกจาก “ฮีต-คอง” จะมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตที่เปรียบเสมือนเข็มทิศและปฏิทินชีวิตของชุมชนแล้ว ยังเป็นบรรทัดฐาน ของสังคมที่เมื่อปฏิบัติแล้วจะก่อให้เกิดความสงบสุข เป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมต้องเคารพและถือปฏิบัติ จารีตประเพณียังเป็นเรื่องเกี่ยกับศีลธรรม ซึ่งคนในสังคมถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าแก่ส่วนรวม หากใครฝ่าฝืน งดเว้น หรือไม่ปฏิบัติตามก็จะถือว่าเป็นผิดเป็นชั่ว (พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ), 2505)
ธุงได้เข้าไปมีบทบาทและเป็นองค์ประกอบสำคัญในประเพณีฮีตสิบสอง โดยฮีตที่ปรากฎว่ามีการใช้ธุง ได้แก่
1. บุญคูณลาน กำหนดเอาเดือนยี ่เป็นเวลาทำจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “บุญเดือนยี่” แต่ละครัวเรือนจะเอาข้าวเปลือกซึ่งเป็นผลผลิตจากนาของตนมากองรวมกันที่วัด และนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นจึงถวายข้าวเปลือกให้กับวัดเพื่อนำรายได้มาบูรณะซ่อมแซมศาสนสถาน คนในท้องถิ่นมีคติความเชื่อในเรื่อง “ตัวพึ่ง” หรือ “ตัวเสวย” ซึ่งเป็นสัตว์ประจำทิศทั้ง 8 ตามตำนาน ของวัฒนธรรมล้านช้าง โดยพบว่ามีการทำ “ธุงตัวพึ่ง” มาใช้ในพิธีสู่ขวัญข้าว ธุงชนิดนี้ทำจากผ้าด้ายดิบสีขาวแล้ววาดรูปสัตว์สัญลักษณ์ประจำทิศทั้ง 8 ไว้บนผืนธุง “สัตว์ประจำทิศทั้ง 8 ที่ปรากฏบนผืนธุง ประกอบด้วย ซกงก (ช้าง) ประจำทิศอุดร ทกเกวียน (วัว) ประจำทิศอีสาน เหียนแอ่น (ครุฑ) ประจำทิศบูรพา แบนโต (แมว) ประจำทิศอาคเนย์ โสภาพ (ราชสีห์) ประจำทิศทักษิณ นาบฟาน (เสือ) ประจำทิศหรดี หานน้ำ (นาค) ประจำทิศประจิม และช้ำโกลน (หนู) ประจำทิศพายัพ” (ภูวดล อยู่ปาน, 2562)
ลักษณะเด่นของธุงตัวพึ่งนอกจากจะมีการวาดรูปสัตว์ประจำทิศลงบนผืนธุงแล้ว ยังมีการเขียนอักษรธรรมอีสานเพื่อสื่อความหมายถึงสัตว์ประจำทิศนั้น ๆ เพิ่มความสวยงามด้วยการต่อชายธุงที่ทำจากกระดาษแก้ว จากนั้นจึงนำไปห้อยไว้บนเสาไม้ไผ่ปักไว้ทั้ง 8 ทิศรอบบริเวณพิธี ข้อสังเกตประการสำคัญคือ ปัจจุบันประเพณีบุญคูณลานในหลายท้องถิ่น ไม่ค่อยปรากฏการใช้ธุงตัวพึ่งมากนัก หากแต่มีการนำรูปปั้นสัตว์ประจำทิศทั้ง 8 มาตั้งเป็นสัญลักษณ์แทน นอกจากนั้นยังมีการนำ “ธุงไส้หมู” ซึ่งทำจากกระดาษแก้วตัดเป็นลวดลายต่าง ๆ ใช้ประดับตกแต่งบริเวณพิธีทำบุญคูณลาน สะท้อนภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นที่รู้จักการทำธุง อย่างง่ายเพื่อใช้ในพิธีกรรม หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่า ธุงไส้หมูนิยมนำไปประดับคู่กับริบบิ้นกระดาษย่น ธุงชนิดนี้พบมากในงานบวช ใช้ตกแต่งสถานที่เพื่อสร้างบรรยากาศการเป็นงานบุญ จึงอาจกล่าวได้ว่า วัฒนธรรมการใช้ธุงไม่ได้จำกัดอยู่ในกรอบหรือกฎเกณฑ์ที่ตายตัว หากแต่มีความยืดหยุ่นเพราะมีการหยิบยืมวัฒนธรรมการใช้ธุงในพิธีกรรมอื่น ๆ มาประยุกต์ใช้กับประเพณีฮีตสิบสองอีกด้วย
ที่มา: กรมศิลปากร, 2564 [ออนไลน์].
2. บุญผะเหวด บุญผะเหวด หรือ “บุญเดือนสี ่” เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “บุญมหาชาติ” เป็นบุญที ่จัดขึ้นตามความ เชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับชาดกอันเป็นเรื่องราวอดีตชาติของพระพุทธเจ้า ในสมัยที่ยังเสวยชาติเป็นพระเวสสันดรสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าชุมชนใดกำลังจะจัดงานบุญผะเหวดก็คือ “ธุงผะเหวด” ธุงชนิดนี้จะปักอยู่นอกศาลา โรงธรรม โดยใช้ไม้รวก (ไม้ไผ่ขนาดเล็ก) ทั้งต้นทำเป็นเสาธุง โดยเหลือกิ่งก้านและใบไผ่ส่วนที่อยู่ปลายยอดไม้รวกไว้เพื่อความสวยงาม
ใช้ธุงผะเหวดห้อยอยู่ที่เสาไม้รวกทั้ง 8 ทิศ ด้วยความเชื่อที่ว่าธุงผะเหวดนี้ทำขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ข้อสังเกตประการสำคัญคือ เรื่องราวที่ปรากฏบนผืนธุงผะเหวดได้สะท้อนปรัชญาทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะในเรื่องการให้ทาน ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสามารถปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน หลักธรรมเรื่องการให้ทานนี้ยังสอดคล้องกับเรื่องราวในมหาเวสสันดรชาดกที ่ได้พรรณนาถึงทานบารมีครั้งใหญ่ของพระเวสสันดร อันเป็นชาติสุดท้ายก่อนที่จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และตรัสรู ้เป็นพระพุทธเจ้าในชาติต่อมา ธุงผะเหวดมักจะมีการทอรูปพระเจดีย์เกศแก้วจุฬามณี หรือรูปพระพุทธเจ้าไว้ด้านบนสุดของผืนธุง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อที ่ว่าหากใครได้สดับรับฟังเทศน์มหาชาติจนครบทั้ง 13 กัณฑ์ จะได้ไปจุติยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้ขึ้นไปสักการะพระเจดีย์เกศแก้วจุฬามณี นอกจากนั้นบนผืนธุง ผะเหวดยังได้อธิบายเรื่องราวของพระเวสสันดรชาดกผ่านตัวละครสำคัญ เช่น พระเวสสันดร นางมัทรี ชูชก กัณหา ชาลี ช้าง ม้า เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีภาพที่เกี่ยวข้องกับศิลปะวัฒนธรรมอีสาน เช่น รูปพานบายศรี รูปดอกไม้ และลายขิดรูปแบบต่าง ๆ โดยภาพเหล่านี้จะอยู่ลดหลั่นลงมาด้านล่างของผืนธุง สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนอีสานที่มีความนอบน้อมต่อพระพุทธศาสนา ผ่านศิลปะหัตถกรรมที่ทรงคุณค่าอีกด้วย
การเตรียมงานบุญผะเหวดจะมีการประดับตกแต่งภายในศาลาโรงธรรมให้มีบรรยากาศคล้ายคลึงกับเขาวงกต สถานที่ตามเรื่องราวที่ปรากฎในมหาเวสสันดรชาดก อีกทั้งมีการตกแต่งด้วยราชวัติ ฉัตร ธง ที่สำคัญในงานบุญผะเหวดจะมีการทำ “ธุงช่อ” ขึ้นจำนวน 1,000 อัน สำหรับใช้เป็นเครื่องสักการะบูชา
ที่มา: เพจประเททร้อยเอ็ด [ออนไลน์]
ที่มา : ศรัทธา ลาภวัฒนเจริญ, 2567
ที่มา : ศรัทธา ลาภวัฒนเจริญ, 2567
3. บุญสงกรานต์ บุญสงกรานต์ ถือเป็นประเพณีการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ไทย โดยถือเอาวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 5 เป็นวันเริ่มต้นทำบุญ โดยมักจะมีการสรงน้ำพระพุทธรูป พระสงฆ์ ตลอดถึง ผู้เฒ่าผู้แก่ ซึ่งเป็นปู่ ย่า ตา ยาย ครูบาอาจารย์ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่ควรแก่การเคารพสักการะ หลังจากนั้นก็จะเล่นสาดน้ำกันเป็นที่สนุกสนาน ขณะที่ตอนเย็นจะมีการก่อเจดีย์ทราย โดยชาวบ้านจะนำทรายจากที่ใดที่หนึ่งนำมาก่อเจดีย์ทรายที่ลานวัด วัตถุประสงค์ของการก่อเจดีย์ทรายนั้นแฝงไปด้วยกุศโลบาย โดยมีการผูกโยงประเพณีเข้ากับคติความเชื่อเรื่องเวรกรรมใน นอกจากคติความเชื่อเกี่ยวกับเจดีย์ทรายแล้วยังพบว่า ธุงได้เข้าไปมีบทบาทในบุญสงกรานต์ กล่าวคือ มีการปักธุงไชย และธุงช่อลงบนเจดีย์ทราย เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาให้เป็นกุศลอานิสงส์
ที่มา: ศูนย์วัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น [ออนไลน์]
4. บุญซำฮะ หรือ “บุญเดือนเจ็ด” เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “บุญเบิกบ้าน” เป็นประเพณีที่ผสมผสานระหว่าง ผี-พราหมณ์-พุทธ กล่าวคือ เมื่อถึงวันประกอบพิธีจะมีการปลูกผาม (ปะรำพิธี) บริเวณ “หลักบือบ้าน” (ซึ่งในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่ใช้ศาลากลางบ้านประกอบพิธีแทน) ก่อนจะเริ่มพิธีซำฮะนั้น เฒ่าจ้ำ (ผู้นำประกอบพิธี) จะทำพิธีเชิญเจ้าปู่ หรือผีปู่ ตามาร่วมพิธีโดยการนำขันกะยอง (พานสานจากไม้ไผ่) จากศาลปู่ตา มาตั้งไว้บริเวณหลักบือบ้าน และให้ทุกบ้านเตรียมด้ายสายสิญจน์โยงจากบริเวณพิธีไปยังบ้านเรือนของตนเอง ชาวบ้านจะทำกระทงหน้าวัว ใส่หมาก พลู ดินปั้นรูปคน สัตว์เลี้ยง พาหนะ ข้าวดำ ข้าวแดง ดอกไม้ ธูป เทียน เทียนหัวค่าคีง (วัดรอบศรีษะด้ายสายสิญจน์) เมี้ยง พริก เกลือ หอม กระเทียม กล้วย อ้อย ดิน ทราย เขียนชื่อบุคคลในครอบครัว และปักธุงไว้บนกระทงหน้าวัวนั้น ตอนเย็นจะนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ รุ่งเช้าถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ รับศีล รับพร ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ เสร็จแล้วนำเสลี ่ยงหามพระสงฆ์เดินไปรอบหมู่บ้านเพื่อหว่านหินแห่ (กรวด) หว่านทราย ตอกหลักบ้านหลักเมือง ตอกหลักปีหลักเดือน พอเสร็จพิธีแล้วจึงนำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมสัตว์เลี้ยง วัว ควาย และบุตรหลานให้อยู่เย็นเป็นสุข
โดยธุงที่ปรากฎในบุญซำฮะคือ “ธุงช่อ” นิยมนำไปปักไว้บนกระทงหน้าวัวชาวอีสาน มีความเชื่อเกี่ยวกับการทำธุงช่อใช้ปักบนกระทงหน้าวัวเพื่อเป็นการ “แต่งแก้เสียเคราะห์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุญซำฮะเป็นพิธีทำบุญครั้งใหญ่ของหมู่บ้าน เพื่อขับไล่สิ่งอัปมงคลหรือสิ่งที่ไม่ดีไม่งามให้หนีไปจากหมู่บ้านอีกด้วย
5. บุญกฐิน ถือว่าเป็นบุญประเพณีที ่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาโดยตรงและมีความสำคัญมาก กล่าวคือ บุญกฐินเป็นบุญที่กระทำแบบจำเพาะเจาะจง เรียกว่า “กาลทาน” คือ มีเวลาทำที่ชัดเจนและจำกัดโดยทางจันทรคติเริ่มจากวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ไปจนถึงวันเพ็ญเดือน 12 รวมระยะเวลา 1 เดือน สำหรับพิธีทอดกฐินจะมีการนำผ้ากฐินไปวางไว้ต่อหน้าพระสงฆ์อย่างต่ำ 5 รูป แล้วให้พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งที่ได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์ทั้งนั้นเป็นเอกฉันท์ให้เป็นผู้รับกฐิน นอกจากในเรื่องของพิธีกรรมแล้ว ยังพบว่า ธุงได้เข้าไปมีบทบาทในบุญกฐิน โดยปรากฎ “ธุงกฐิน” ซึ่งเป็นธุงผ้ามีการพิมพ์รูปต่าง ๆ ลงบนผืนธุง เช่น รูปจระเข้ รูปตะขาบ รูปนางมัจฉาถือดอกบัว และและรูปเต่าคาบดอกบัว เป็นต้น (พระครูปริยัติเจติยานุกูล (เจษฎา นรินฺโท), 2563)
ธุงรูปจระเข้ สะท้อนปริศนาธรรมในเรื่องความโลภะหรือความโลภ
ที่มา: ทานเปเปอร์ [ออนไลน์].
ธุงรูปตะขาบ สะท้อนปริศนาธรรมในเรื่องโทสะหรือความโกรธ
ธุงรูปนางมัจฉาถือดอกบัว สะท้อนปริศนาธรรมในเรื่องโมหะหรือความหลง ซึ่งตรงกับหลักอกุศลมูล 3 ได้แก่ โลภะ โทสะ และโมหะ
ธุงรูปเต่าคาบดอกบัว สะท้อนปริศนาธรรมในเรื่องสติ
ที่มา: ทานเปเปอร์ [ออนไลน์].
“การยกธุงขาว พร้อมกับการจุดพลุหลังจากทอดกฐินเสร็จก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์อันรับรู้ว่าพิธีกรรมทำบุญกฐินอุทิศครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว อีกทั้งยังเป็นการสื่อสารให้ดวงวิญญาณของผู้ตายมารับเอากุศลผลบุญ” (สมศักดิ์ พรมแก้ว, 2563).
ที่มา : นุสรา สัมปชัญญานนท์, 2567
ประเพณีบุญกฐินไม่ได้มีเพียงธุงกฐินเท่านั้นที่มีบทบาทในพิธีกรรม แต่ในบางท้องถิ่นยังปรากฎการใช้ธุงผ้าขาวด้วย โดยธุงชนิดนี้เรียกว่า “ธุงแจกข้าว” นิยมใช้ผ้าด้ายดิบสีขาวความกว้างประมาณ 1 ฟุต ยาวประมาณ 2 – 3 เมตร มีไม้ไผ่เหลาขนาดกว้าง 1 เซนติเมตร ยาว 14 นิ้ว จำนวน 2 อัน เย็บชายผ้าแถบทั้งสองชายติดกับไม้ไผ่ทั้งสองอัน และมีการนำดอกไม้ เช่น ดอกรัก มาร้อยประดับอยู่ชายธุงด้านล่างเพื่อความสวยงาม แต่ภายหลังเริ่มมีการประยุกต์นำลูกปัดหรือหลอดกาแฟมาร้อยแทนดอกรัก ยอดธุงแกะด้วยไม้งิ้วทำเป็นรูปหัวพญานาค โดยธุงแจกข้าวนี้จะนำไปแขวนกับเสาไม้ไผ่ใช้ยกขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าการทำบุญอุทิศ ได้เสร็จสิ้นแล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่า ธุงแจกข้าว ถือเป็นสัญลักษณ์ของการทำบุญอุทิศตามความเชื่อของคนอีสาน เป็นวัตถุทานที่ทำขึ้นเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับ นอกจากนั้นยังมีความเชื่อว่าการยกธุงในพิธีทำบุญอุทิศนั้นก็เพื่อที่จะให้ผู้ล่วงลับใช้เป็นบันไดเกาะขึ้นไปบนสรวงสวรรค์ ให้ดวงวิญญาณนั้นมารับเอาส่วนบุญส่วนกุศล ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นสื่อสะท้อนให้เห็นบทบาทของธุงเป็นสัญลักษณ์ในการติดต่อสื่อสารระหว่างโลกมนุษย์กับโลกของวิญญาณอีกด้วย
ที่มา: ธรรมมะไทย [ออนไลน์]
ที่มา : นุสรา สัมปชัญญานนท์, 2567
ที่มา : นุสรา สัมปชัญญานนท์, 2567
ที่มา : นุสรา สัมปชัญญานนท์, 2567
ที่มา: ธรรมมะไทย [ออนไลน์]
